Grave of the Fireflies(1988)
posted on 12 Jun 2009 22:47 by sagaangel in StudioGhibliสวัสดีคร้าบเอาต่อเรยละกัน ภาพยนตร์สุดเเสนเศร้าเห่งปี
"Grave of the Fireflies"(1988)
โปรดิวเซอร์ มิยาซากิเเละเรื่องราวต้นฉบับนั้นนำมาจากงานเขียนของ คุณมูเระ โยโกะ
ทากาฮาตะเขียนบทและกำกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกสำหรับสตูดิโอ Ghibli สร้างจากนิยายกึ่งชีวประวัติของ อากิยูกิ โนซากะ ซึ่ง
เสียน้องสาวของเขาไประหว่างสงคราม ออกฉายพร้อมกับเรื่อง Totoro ในแบบภาพยนตร์ควบ 2 เรื่อง (คิดไงฉายควบฟระ คนละเเนวเลยขอบอกจิ๊งลองดูเเบ 2 เรื่องควบมั่งขอบอกว่าปรับอารมณ์ไม่ทันอย่างเเรง ประมาณว่าเรื่องเเรกงี้ หยั่งน่ารักเลยนะ พอมาเรื่องนี้โคตะระ เศร้าเลย มันนึกไงฉายควบงิ)
ในส่วนของทากาฮาตะนั้นสร้างการ์ตูนในมุมที่แตกต่างจากมิยาซากิ ขณะที่มิยาซากินั้นใช้เรื่องราวในนิทานหรือนิยายเป็นเพียงวัตถุดิบ
ที่เขาจะสร้างโลกส่วนตัวและเรื่องราวของเขาเอง แต่ทากาฮาตะนั้นจะสร้างโดยเคารพต้นฉบับมากที่สุด(ยกเว้นวิญญาณของ
เด็กที่เห็นในเรื่องเป็นส่วนที่ทากาฮาตะคิดขึ้นเอง
เป็นเรื่องเเรกที่ฉากต่างๆถูกออกแบบเเละใช้สีสันที่เหมือนของจริงมากขึ้น ทำให้ผู้ชมอินไปกับบรรยากาศในเรื่องได้อย่างสุดยอด เห็นกำแพงเหมือนมันจะร้องไห้ได้ -*-
คุณมูเระ โยโกะ ได้เขียนบทความที่มาของเรื่องสุสานหิ่งหอยในสมุดภาพ"สุสานหิ่งหอย"นี้ว่า
"ในวันหยุดฉันเดินผ่าย่านขายของแถวบ้านในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดมีพ่อเเม่ลูกนั่งทานอยู่เต็มไปหมดพอลองสังเกตุดูพบว่าหลายๆครอบครัวทีเดียวที่ทานของเหลือมาก เเล้วของที่เหลือนั้นกฌต้องทิ้งใส่ถังขยะไปอย่างน่าเสียดาย พอลูกๆร้องจะเอาไอศครีม พ่อเเม่ก็ซื้อให้ เเต่ลูกกลับทำมันหลุ่นพ่อกับเเม่ก็ซื้อให้ใหม่อีก โดยไม่ใยดีกับอาหารเหลือๆนั้นเรย"
"อีกอย่างเคยได้ยินมาว่าที่ร้านเเฮมเบอร์เกอร์ถ้าทำไว้เยอะๆขายไม่ทันหมด ก็จะทิ้งลงถังขยะหมด ฉันก้ได้เเต่ถอนหายใจ...."
"ฉันเกิดปีโชวะที่ 9 (1954) เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 แค่ 9 ปีทุกคนยังยากจนมีเด็กหลายๆคนที่ต้องรับช่วงต่อใส่เสื้อผ้าต่อจากพี่ชายหรือพี่สาวไม่ว่าจะหน้าร้อนหรือหน้าหนาว เสื้อของเด็กเหล่านั้นจะส่องประกาย พอเข้าใกล้ก็จะได้กลิ่นโชยออกมา เเต่พวกเราก็ไม่ได้เเกล้งหรือรังเเกเขาถึงแม้ฉันจะมีเสื้อผ้าใส่มากกว่าพวกเขาก็ตามแต่การใช้ชีวิตก็ไม่ได้เเต่ต่างกันมากนัก โดยเฉพาะอาหารการกินไม่อุดมสมบรูณ์เลย"
"บนโต๊ะอาหารชั่งไร้สีสัน มีแต่อาหารสีโทนน้ำตาลมากกว่าอาการสีเเดงที่ฉันได้เห็นก็จะมีเเต่มะเขือเทศในฤดูร้อนเเละถ้าสีเหลือก็คือไข่"
"ทุกๆเดือนต้องกินนมพร่องมันเนยกันที่มีอยู่ช่วงหนึ่งมีข่าวลือว่าเป็นนมหมู พอกลับบ้านก็กินอาหารธรรมดาๆ ตัวก็เลยยาวขาก็สั้น แต่ถ้าไปบ่นเรื่องอาหารการกินอย่างนี้ตอนนั้นก็คงถูกพ่อเเม่ตีป็นเเน่ เพราะสมัยนั้นไม่ได้อุดมสมบรูณ์เหมือนสมัยนี้ มีเฉพาะขอบงที่วางอย๔ตรงหน้าเท่านั้น ขนมเด็กจะได้ทานก็เฉพาะวันเกิดกับวันคริสมาสเท่านั้นถ้าเป็นเด็กที่มีพี่น้องเยอะๆ อาจจะไม่เคยได้ทานเค้กเลยก็ว่าได้ ส่วนกล้วยหอม(ที่ญี่ปุ่นสมัยนั้นเป็นผลไม้ที่หายากเเละเเพง) จะได้ทานก็เฉพาะเวลาป่วยหรือต้องเดินทางไกลเท่านั้น ฉันเลยคิดว่ากำลังจะไม่สบายรีบๆเข้านอนเเละกำลังดีใจมาก คิดว่าถ้าไม่สบายขึ้นมาจริงๆคงได้กินกล้วยแน่ๆ"
"พอสมัยนี้เห็นเด็กอนุบาลบางคนบอกว่า "เกลียดกล้วยหอม ผมเอาเมลอนดีกว่า" ทำให้นึกถึงตอนที่ฉันได้กินเมล่อน(สมัยก่อนนั้นมีน้อยเเละเเพงมาก) เป็นครั้งเเรกคิดว่า "บ้านเราก็รวยเเล้ว" เเต่ที่จริงเเล้วเพราะเมล่อนมีมากมายจนเราสามารถหาซื้อมากินได้นั้นเอง"
"มีอยู่ครั้งนึงตอนที่เเมสเมล่อนที่ใฝ่ฝันถึงส่งมาที่บ้านทั้งบ้านจ้าละหวั่นกันใหญ่ ตอนนั้นฉันโตเเล้ว ฉันเฝ้าคอยดูเมลอนสุก เเละรู้สึกใจจดใจจ่อกับการสุกของมันมากเเละเมื่อเมลอนนั้นถูกหั่นบนจานเสริฟบนจาน ฉันรู้สึกดีใจจริงๆ แต่สำหรับเด็กที่บอกว่าเกลียดกล้วยหอมคงจะรู้สึกรสาติตั้งเเต่อายุเท่านี้ ทำให้นึกถึงประเทศในแถบเเอฟริกาเเล้วเศร้า...".
ที่บ้านฉันมีกระป๋องลูกกวดที่มีในตอนเด็กซึ่งดิฉันกับพี่น้องช่วยกันรักษาไว้ เมื่อเปิดตู้เก็บถ้วยชาทีไรก็จะเห็นกระป๋องนี้อยู่ข่างใน เป็นขนมเล็กๆน้อยที่สามารถมีได้ ในกระเป๋ามีเพียง 2 ลูกเท่านั้นเมื่ออมลูกอมรสเย็นได้แล้วไม่สนใจอะไรอีกเลย เวลาเจ็บคอเปรี้นวปากก็จะค่อยๆอมแล้วก็เคี้ยวกลืนลงไปเลย
บางทีก็รู้สึกนึกสนุกเอามาละลายน้ำกินเเก้ง่วง น้องสาวยังบอกว่า "อร่อย" เเละดื่มนหมดเลยตอนที่ฉันรู้สึกว่ามันอร่อยมากนั้น ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าสภาพการณ์มันเป็นเช่นไรสิ่งของต่างๆไม่ได้อุดมสมบูรณ์เช่นปัจจุบัน เเม้ในโลกเดี่ยวนี้จะมีปัญหามากมาย ก็ไม่เป็นปัญหาในการดำรงชีวิต อาหารกากินก็มีพร้อม จะเลือกกินอหารที่อยากกินก็ทำได้ ในตู้เย็นก็มีของกินอยู่มากมายจะกินครึ่งทิ้งครึ่งก็ได้
พอไปตลาดก็มีของให้เลือกจนลายตาในโลกปัจจุบันของกินไม่ได้มีไว้เพื่อนกินเพื่ออยู่ แต่ต้องถูกมากๆไว้ก่อน เเต่ถ้าใครเคยเจอกับเหตุการณ์ในอดีตมาก่อน จะเกิดรู้สึกกลัวเเทนคนที่ทิ้งอาหารได้อย่างไม่ใยดีว่า "มันจะไม่มีให้กินอย่างนี้ตลอดไปแน่"
แต่สำหรับเรื่อง"สุสานหิ่งหอย"นี้ ( ออกทะเลไปไกลเลย -*-) ญี่ปุ่นเคยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อนจึงรู้สึกโศกเศร้าเสียใจตั้งเเต่เเรก เเละรู้สึกโมโหว่ามนุษย์ล้มตายไปง่ายๆอย่างนี้จะดีหรือ มีแค่คนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่มีอาหารกินมากมาย คนอ่อนเเอก็ต้อง ล้มหายตายจากไปโดยมิได้รับอาหาร
มูเระ โยโกะ แปล(คราวๆ)จากบทความ
ในสุมดภาพสุสานหิ่งหอย
กลับมาเข้าเรื่องอีกรอบ คงไม่เล่านะเรื่องนี้คิดว่าควรดูเองไม่งั้นเสียความรู้สึกกับเนื้อเรื่องไม่ควรรู้ก่อน ควรดูเองนะย่อๆนิดว่า
ภาพยนตร์ที่สุดจะมืดมนและโศกเศร้า เรื่องของพี่น้อง 2 คนที่ต้องเอาตัวรอดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้บางช่วงจะมีอารมณ์ขัน
อยู่บ้าง แต่โดยรวมเต็มไปด้วยเรื่องสะเทือนใจ หลายคนเสียน้ำตาไปกับการ์ตูนเรื่องนี้ และไม่อาจทนดูซ้ำได้อีก (เราด้วย T^T)
เกร็ดน่ารู้
-เริ่มแรกนั้นทางสตูดิโอต้องการจะสร้าง Totoro ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่คิดไว้นานแล้ว แต่สมัยนั้นทุกคนมองว่าเป็นการเสี่ยง
เกินไปที่จะสร้างเรื่องของ"เด็ก 2 คนกับวิญญาณในชนบท"พวกเขาจึงตัดสินใจลดความเสี่ยงโดยนำโปรเจกต์ Grave of
Fireflies มาสร้างและฉายพร้อมกันเพราะเป็นเรื่องที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่นและมักใช้เป็นหนังสือประกอบการเรียน จึงเป็นที่แน่ใจ
ว่าจะดึงคนออกมาดูได้มากกว่าเดิม
-ในปี 1994 Grave of Fireflies คว้า 2 รางวัลจากงานมหกรรมภาพยนตร์นานาชาติสำหรับเด็กที่ชิคาโก
เรื่องสุสานหิ่งห้อยเป็นเรื่องที่เศร้าที่สุดในชุดของ Ghibli เลยล่ะครับ( ตอนเเรกคิดว่า Naucicaa เศร้าเเล้วเจอเรื่องนี้เข้าไปถึงตายไป3 วันเลย )
ใครดูจบเเล้วไม่ร้องไห้บอกด้วย อยากรู้ว่าจะมีใครใจเเข็งขนาดนั้น
หัวใจจะวายตายตั้งแต่เปิดฉาก แค่คำพูดแรกของเซอิตะก็งงเป็นไก่ตาแตกแล้ว (ไม่บอกไปดูเอง)
แต่บอกได้เลยว่าสุดยอดแห่งการเดินเรื่อง
ยกนิ้วให้เลยที่สามารถเอาเรื่องหนักๆ อย่างเรื่องราวการสูญเสียในช่วงสงคราม
มาทำเป็นหนังที่แสดงให้เห็นความสุขเล็กๆ ในอีกมุมได้ขนาดนี้
เรื่องนี้ดูแล้วซาบซึ้งกินใจ ร้องไห้จนตาบวมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ใครอยากบริหารสมองกับต่อมน้ำตาไปพร้อมๆ ลองได้เลย
- SagaAngel -
The EvasSaint of Vampierza
เนื้อหาหนักเกินเด็กจะดูเข้าใจเเต่ดูได้นะให้ข้อคิดเรื่องของเด็กๆที่กินทิ้งๆข้วางๆ ก็อยากให้ดูนะ
เเล้วจะนึกถึงคนที่ไม่มีจะกินเเต่ยังพยายามเผื่อเเผ่ให้กัน
ถ้าทุกคนขาดคุณธรรมข้อนี้ไป ก็จะมีเด็หๆแบบ เซตะ เเละน้องสาวเซ็ตสึโกะ แบบในเรื่องนี้อีกเเน่นอน
เรื่องนี้อธิบายเนื้อเรื่องน้อยหน่อยเพราะอยากให้ไปดูเอง จิ๊งชอบในส่วนของบทความในสมุดภาพมาเรยย่อๆมาลงให้อ่านกัน คิดว่าน่าสนใจกว่ามาสปอยเนื้อเรื่องครับข้อมูลที่ลงไว้ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ศึกษามาเองเเทบทั้งหมดถ้าผิดพลาดอะไรขออภัย ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณครับ
นึกว่าจะไม่ได้กลับมาอัพหัวข้อนี้ซะเเล้ว เเต่ถึงยังไงเดี่ยวนี้ก็ไม่หาดูยากขนาดเเต่ก่อนอีกเเล้วนะ^ ^